คนรวยอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทำธุรกิจอะไร

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทำธุรกิจอะไร

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทำธุรกิจอะไร ธุรกิจหลักของเขา คือ แพลตฟอร์มโซเชียล เช่น Facebook, Instagram, WhatsApp และ Messenger นอกจากนี้ยังมี โฆษณาดิจิทัล และ เทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย

  • ซักเคอร์เบิร์กทำธุรกิจอะไร?
  • มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คือใคร?
  • รายได้ของซักเคอร์เบิร์กมาจากอะไร?

ซักเคอร์เบิร์กทำธุรกิจอะไร?

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทำธุรกิจอะไร

แม้ว่า ซักเคอร์เบิร์ก จะมีรายได้มาจากการทำโซเชียล ที่เราใช้งานกันอยู่ล้นหลามในปัจจุบัน แต่นั่นไม่ใช่รายได้เพียงอย่างเดียวของเขา แต่รายได้อื่น ๆ ของเขามาจากการทำธุรกิจ Digital Advertising Engine และ Future Tech หรือ เทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คือใคร?

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือ Mark Elliot Zuckerberg (มาร์ก เอลเลียต ซักเคอร์เบิร์ก) เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 1984 ที่ไวท์เพลนส์ รัฐนิวยอร์ก เขาเป็นนักธุรกิจและโปรแกรมเมอร์ชาวอเมริกัน เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริการโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook

และบริษัท Meta Platforms ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยเขาได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็น CEO ประธานกรรมการ และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทด้วย

จุดเริ่มต้นของซักเคอร์เบิร์ก

  • อายุ 11 ปี เขาได้สร้าง ZuckNet ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ของที่บ้าน และที่คลินิกทันตกรรมของพ่อติดต่อกันได้
  • ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2547 เขาได้เริ่มเขียนโค้ดสำหรับเว็บไซต์ใหม่ ซึ่งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ได้มีการเปิดตัว Thefacebook โดยเป็นการร่วมมือกันของเพื่อนร่วมห้องอย่าง Andrew McCollum, Eduardo Saverin, Dustin Moskovitz และ Chris Hughes (16 มีนาคม 2026) [1]
  • ในปี 2007 เขาถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อ TR35 ของ MIT Technology Review ซึ่งเป็นหนึ่งใน 35 นักนวัตกรรมชั้นนำของโลก ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 35 ปี
  • นิตยสาร Vanity Fair ยกให้เขาเป็นอันดับที่ 1 ในรายชื่อของ 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุคข้อมูลข่าวสาร ประจำปี 2010
  • ติดอันดับที่ 23 ในรายชื่อ Vanity Fair 100 ในปี 2009
  • เขาได้รับการจัดอันดับที่ 16 ในการสำรวจประจำปีของ New Statesman เกี่ยวกับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุด 50 คนของโลก

ที่มา: Mark Zuckerberg (13 มีนาคม 2026) [2]

ใช้โมเดลธุรกิจแบบใด?

โมเดลธุรกิจที่ซักเคอร์เบิร์กใช้จะเป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบผสมผสาน คือ Hybrid Business Model ซึ่งจะมีแกนหลักคือ การเปิดให้ใช้งานฟรี มีการเก็บข้อมูล ขายโฆษณา สร้างคอมมูวนิตีขนาดใหญ่ และลงทุนกับอนาคต โดยจะอธิบายง่าย ๆ ดังนี้

  • Free Platform Model จะเป็นการเปิดให้ผู้ใช้งานผ่านแพลตฟอร์มหลัก ๆ อย่าง Facebook, Instagram, WhatsApp โดยมีเป้าหมายในการสร้างฐานของผู้ใช้งาน หรือยิ่งมีคนใช้เยอะก็มีมูลค่าในด้านของธุรกิจ
  • Advertising Model จะเป็นการยิงแอดเพื่อหาลูกค้า ทำ Retargeting ซึ่งเป็นการตลาดติดตามกลุ่มเป้าหมาย ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มาก่อน เพื่อนำโฆษณาเหล่านั้นมาโฆษณาซ้ำ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อและเพิ่มยอดขาย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ rocket ซึ่งจุดแข็งจะเป็นการยิงแอดโฆษณาที่มีความแม่นยำสูง และวัดผลได้แบบเรียลไทม์
  • Data-Driven Model จะเป็นการนำข้อมูลของผู้ใช้จำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการใช้งาน การมีส่วนร่วม (Engagement) และความสนใจ ทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ปรับ Feed และ Algorithm เพิ่มช่วงเวลาของการใช้งาน และทำโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  • การสร้างจักรวาลของตัวเอง Meta Platforms, Inc. บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเมนโลพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2547 ในชื่อ TheFacebook, Inc. ก่อนที่ในปี 2548 จะเปลี่ยนมาเป็น Facebook, Inc. และเปลี่ยนเป็น Meta Platforms, Inc. ในเวลาต่อมา ซึ่งเมต้าไม่ได้มีแค่แพลตฟอร์มอย่าง Facebook เท่านั้น แต่ขยายอาณาจักรโดยมีแพลตฟอร์มอย่าง Instagram, Messenger, WhatsApp และ Threads ในปี 2023 เมต้าได้ติดอยู่ในอันดับที่ 31 รายชื่อบริษัทมหาชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก (23 มีนาคม 2026) [3]
  • การลงทุนเพื่ออนาคต นอกจากแพลตฟอร์มเหล่านี้แล้ว ยังมีการลงทุนมหาศาลใน Metaverse และ VR / AR ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างอนาคตใหม่ และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต

รายได้ของซักเคอร์เบิร์กมาจากอะไร?

รายได้หลักของเขามาจากการ โฆษณาดิจิทัล และรายได้จากธุรกิจใหม่ ซึ่งรายได้อยู่ที่ 59.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 200.97 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 24% และ 22% เมื่อเทียบกับปีต่อปี ซึ่งอยู่ในไตรมาสที่ 4 และปี 2025

ธุรกิจของเขาเปลี่ยนไปอย่างไรในยุค AI

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทำธุรกิจอะไร

ความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ มีทิศทางที่เปลี่ยนไปจากบริษัทโซเชียลมีเดีย ก้าวสู่บริษัทเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยระบบของ AI โดยจะใช้ AI ในการยกระดับการนำเสนอคอนเทนต์

และเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา ทั้งยังพัฒนาตัวระบบ AI ของตัวเองเพื่อสร้างระบบ Digital Ecosystem ใหม่ของตัวเอง

ธุรกิจโซเชียลมีเดียยังมีความสำคัญอยู่หรือไม่?

เรียกได้ว่ายังมีความสำคัญอย่างมาก และยังเป็นหัวใจหลักในการทำรายได้ให้กับ Meta Platforms ด้วยซึ่งหากมองภาพรวมแล้ว โซเชียลมีเดียไม่ได้หายไป แต่กำลังได้รับการพัฒนาเป็นเวอร์ชันที่ขับเคลื่อนด้วยระบบของ AI มากขึ้น

Metaverse คือโอกาสใหม่หรือความเสี่ยงกันแน่?

Metaverse หรือ จักรวาลนฤมิต ที่มองภาพรวมแล้วเป็นไปได้ทั้ง โอกาสการทำเงินที่มหาศาล แต่ในทางกลับกันก็มีความเสี่ยงในการลงทุนและวิจัยสูง โดยหากมองว่าในมุมของโอกาส Metaverse อาจกลายเป็นอาณาจักรเครือข่ายของอินเทอร์เน็ตในยุคถัดไป

ทั้งยังเป็นการเปิดทางของการสร้างรายได้ใหม่ เช่น ขายสินค้าเสมือน เช่น Avatar, NFT, Item เกม นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ การศึกษาในโลก VR อีกด้วย

หากสร้างขึ้นมาสำเร็จ Metaverse ระบบดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งระบบของผู้อื่น ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างอาณาจักรแบบปิดที่คล้าย ๆ กับของ Apple

ความเสี่ยงในการลงทุนกับ Metaverse

  • ใช้เงินลงทุนมหาศาลแต่ยังไม่เห็นกำไร
  • ผู้ใช้งานยังเข้าไม่ถึง ซึ่งถ้าคนไม่ใช้สิ่งที่สร้างก็จะไม่ส่งผลต่อธุรกิจ
  • AI ที่กำลังแย่งความสนใจ ในยุคนี้เอไอมาแรงมาก และสามารถสร้างรายได้ที่เร็วกว่าระบบของ Metaverse

Metaverse เปรียบเสมือนกับความฝัน ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าหากเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ผู้ที่สร้างขึ้นมาก่อนใคร จะเป็นผู้กำหนดโลกใบใหม่ใบนั้นทันที

บทสรุป มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ทำธุรกิจอะไร

ซักเคอร์เบิร์ก ทำธุรกิจผ่าน เมต้าแพลตฟอร์ม โดยการสร้างแพลตฟอร์มโซเชียล ในการดึงดูดผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล แล้วนำข้อมูลไปสร้างรายได้จากโฆษณา และยังลงทุนใน Metaverse และ เอไอ เพื่อขยายธุรกิจสู่อนาคต

ธุรกิจของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป?

ในปัจจุบันและอนาคต ธุรกิจของเขาจะมุ่งสู่การเป็นบริษัท AI แบบเต็มรูปแบบ โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นฐานข้อมูล ในการสร้างรายได้ที่แม่นยำมากขึ้น และขยาย Ecosystem ของเมต้าให้ครอบคลุมทั้ง เอไอ, โฆษณา และเทคโนโลยีใหม่อย่าง Metaverse

หากเป็นมือใหม่จะเริ่มต้นแบบซักเคอร์เบิร์กได้อย่างไร?

หากต้องการเริ่มต้นแต่ยังไม่มีทุนในการสร้าง ผู้อ่านสามารถเริ่มจากสร้างคอนเทนต์ หรือแพลตฟอร์มที่สนใจด้วยเครื่องมือฟรี แล้วเน้นไปที่การแก้ปัญหา

หรือดึงความสนใจของผู้ใช้งานให้ได้ก่อน และใช้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้ติดตามมาปรับปรุง และต่อยอดด้วยโมเดลรายได้ ที่ไม่ต้องลงทุน เช่น โฆษณาหรือการทำ Affiliate เป็นต้น

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง