
รีวิวเกม Fortnite จักรวาลความบันเทิงที่ไม่หยุดนิ่ง
- ไข่น้อย
- 1 views

รีวิวเกม Fortnite ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกม Battle Royale เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น แต่เป็นเหมือนกับสวนสนุก ที่มีงานภาพมาในสไตล์การ์ตูนสีสันสดใส ที่ดูเป็นมิตร แต่กลับแฝงไปด้วยความลึกของเกมเพลย์ที่ท้าทาย และในบทความนี้ ก็จะเป็นการพาผู้เล่น ไปทำความรู้จักกับเกมนี้ให้มากขึ้น ซึ่งจะมีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้างนั้น ติดตามต่อจากนี้ได้เลย
การพัฒนาเกมนี้ เริ่มคิดหลังจากที่เกม Gears of War 3 เปิดให้บริการในปี 2011 แต่ก็ต้องชะลอการพัฒนา เนื่องจากพบกับปัญหามากมาย และมีการเปลี่ยนจาก Unreal Engine 3 ไปใช้เป็น Unreal Engine 4 เพื่อเพิ่มมิติของตัวเกมให้ดียิ่งขึ้น จากนั้นจึงมีการปล่อยในรูปแบบ Early Access ในเดือนกรกฎาคม 2017 ที่เปิดให้เล่นโหมด Save the World และ BattleRoyale
แต่จะมีแผนที่จะพัฒนาเพิ่มเติม โดยการเพิ่มโหมดการเล่นให้มากขึ้น ซึ่งโหมดที่เพิ่มต่อมา ก็คือโหมด Creative ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2018 และอีกมากมาย แต่โหมด Battle Royale จะได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งดึงดูดผู้เล่นได้มากกว่า 125 ล้านคน และสร้างรายได้ 9 พันล้านดอลลาร์ จากข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม 2019 (12 ธันวาคม 2025) [1]
จากที่ได้ลองเล่นเกมนี้ การเล่นของตัวเกม จะมีความคล้ายกับ รีวิวเกม Battlefield Redsec และเกมอย่าง PUBG เพราะในหนึ่งรอบการเล่น จะรองรับผู้เล่น 100 คน จากนั้นผู้เล่นแต่ละคน ก็จะต้องตามหาอาวุธ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถช่วยในการป้องกัน และการต่อสู้เหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทำให้การเล่นของเกมนี้ มีความแตกต่างออกไปนั้น ก็เพราะว่ามีระบบสร้าง ที่ผู้เล่นสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้าง ได้เหมือนกับเกมแนว Sandbox ซึ่งการมีระบบสร้างนี้ จะทำให้จังหวะของเกม สามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลา เพราะในขณะที่เกม BattleRoyale อื่น ๆ อาจจะต้องวิ่งหาที่หลบหลังต้นไม้ หรือโขดหิน แต่ในเกมนี้ สามารถสร้างที่กำบังได้ทันที หากมีวัตถุดิบเพียงพอ (24 พฤษภาคม 2018) [2]
ในเกมนี้ วัตถุดิบพื้นฐาน ที่ใช้ในการสร้างสิ่งปลูกสร้าง หรือที่กำบังนั้น จะมีทั้งหมด 3 ประเภท โดยแต่ละประเภท ก็จะมีความแข็งแรง และระยะเวลาในการสร้าง ที่แตกต่างกันไป ซึ่งอย่างแรก ได้แก่ Wood หรือ ไม้ ใช้สร้างสิ่งต่าง ๆ เสร็จไวที่สุดในบรรดาวัตถุดิบทั้งหมด แต่ความแข็งแรงต่ำที่สุด
ต่อมาก็คือ Stone และ Brick มีความแข็งแรงในระดับปานกลาง และสร้างเสร็จไวระดับกลางเช่นกัน ส่วนวัตถุดิบชิ้นสุดท้าย Metal หรือเหล็ก มีความแข็งแรงที่สุด แต่ก็สร้างเสร็จช้าที่สุดเช่นกัน แถมตอนกำลังสร้าง หรือตอนที่ยังไม่สมบูรณ์ ก็ถูกทำลายได้ง่ายมาก ๆ

แผนที่ในเกมนี้ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากเกมแนว Battle Royale ทั่วไป เพราะมันไม่เคยหยุดนิ่งเลย ซึ่งจะมีการเปลี่ยน Season หรือ Chapter ใหม่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้แผนที่จะถูกรื้อถอน ปรับปรุง หรือเปลี่ยนธีมไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีสันหรือสภาพอากาศเท่านั้น แต่เป็นการยกเครื่องสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลต่อกลยุทธ์การเล่นอีกด้วย
ซึ่งมันทำให้แผนที่ในเกมนี้ ค่อนข้างมีความหลากหลาย และดูมีชีวิตชีวา ทำให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับความหลากหลาย และเหนือจินตนาการ เพราะผู้เล่นจะได้พบกับแผนที่ใหม่ทุก Season ทำให้ได้ลุ้นอยู่เสมอว่า แผนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน และไม่เกิดอาการเบื่อเกมนี้ได้ง่าย ๆ
อาวุธในเกมนี้ จะมีทั้งหมด 3 ประเภทหลัก ซึ่งได้แก่อาวุธปืนมาตรฐาน ที่มีทั้ง Assault Rifles, Shotguns, Submachine Guns, Sniper Rifles และ Pistols ให้ได้หามาใช้ ต่อมาประเภทที่สอง ก็คืออาวุธหนัก และระเบิด ที่ใช้ทำลายสิ่งก่อสร้างของศัตรูในวงกว้าง และสุดท้ายอาวุธพิเศษ จะเป็นอาวุธของแต่ละ Season ที่มาจากการคอลแลบส์
อย่างไรก็ตาม อาวุธทั้งหมดในเกมนี้ จะมีเกณฑ์ความหายากของอาวุธ ที่บ่งบอกถึงความแรงในการโจมตีด้วย โดยจะแบ่งเป็นสี ที่มีทั้งหมด 5 สี ตามลำดับความหายาก เริ่มจากหาง่ายที่สุด จะเป็นสีเทา ตามด้วยสีเขียว สีฟ้า สีม่วง และสีส้ม หรือทอง จะหายากที่สุด และมีความรุนแรงในการโจมตีสูงสุด
สเปคคอมที่เกมนี้ต้องการ มีการระบุเอาไว้ว่า ให้ใช้งานการ์ดจอ Nvidia GTX 960 หรือของค่ายแดง AMD R9 280 ที่สามารถรองรับ DX11 ก็สามารถปรับกราฟิกของเกมนี้ ได้สูงสุด และลื่นไหลแล้ว และนอกจากนี้ จะต้องใช้ CPU Core i5 7300U 3.5 GHz หรืออะไรก็ได้ที่เทียบเท่ากัน เพื่อที่จะใช้ในการประมวลผลข้อมูลตัวเกม
และนอกจากนี้ จะต้องใช้หน่วยความจำ RAM 16 GB ขึ้นไป จากนั้นลงตัวเกมเอาไว้ใน SSD เพื่อการทำงานของตัวเกม ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนหน่วยความจำที่ใช้ Download เพื่อลงเกมนี้ ต้องการพื้นที่เริ่มต้นประมาณ 26 GB และอาจจะมากกว่านี้ หากมีการ Update เพิ่มเติม (2026) [3]
โดยสรุปแล้ว Fortnite ก้าวข้ามขีดจำกัดของเกมแนว Battle Royale ไปไกลกว่า การเป็นแค่เกมยิงเอาตัวรอดทั่วไป เพราะมันคือความบันเทิง ที่รวบรวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ การแข่งขัน และวัฒนธรรมสมัยใหม่ เอาไว้ในที่เดียว ผนวกกับการ Update เนื้อหาและแผนที่ อย่างสม่ำเสมอในทุก Season ที่พร้อมมอบประสบการณ์ ที่เหนือจินตนาการได้อย่างยอดเยี่ยม และที่สำคัญที่สุด มันเป็นเกมเล่นฟรี
เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เมื่อเริ่มเล่นเกมแนว Free to Play เพราะส่วนมากจะมีระบบเติมเงิน ที่จะทำให้ผู้เล่นเก่งขึ้น แต่สำหรับเกมนี้ มันไม่ใช่เลย เพราะการเติมเงินไม่ได้ทำให้เก่งขึ้น หรือมีพลังโจมตีมากกว่าคนอื่น แต่จะเป็นการเติมเงิน เพื่อซื้อของตกแต่ง หรือเปลี่ยนตัวละครเท่านั้น
การเข้าเล่นเกมนี้ มีบัญชีหลักที่เปรียบเสมือนบัตรผ่านประตู คือ Epic Games Account ซึ่งเป็นระบบบัญชีของทาง Epic Games หรือผู้พัฒนาเกมโดยตรง ซึ่งไม่ว่าจะเล่นบนแพลตฟอร์มใด ก็จะต้องใช้ Epic Games Account ในการเข้าถึง เพื่อบันทึก และเชื่อมต่อข้อมูล

