
เจาะลึกข้อมูล เว็บพนัน มีผลต่อภาพลักษณ์การเมืองยังไง
- Chono
- 28 views

เว็บพนัน มีผลต่อภาพลักษณ์การเมืองยังไง ทำไมถึงมีการถกเถียง ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติ สถานบันเทิงครบวงจร มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ อาจมองเห็นผลประโยชน์ต่อประเทศ แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อาจมองว่าการพนัน เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนไทย ติดหนี้สินเป็นจำนวนมาก
เว็บพนัน มีผลต่อภาพลักษณ์การเมืองยังไง หลายคนมองว่า การพนัน หรือพนันออนไลน์ เป็นบ่อเกิดของความฉิบหาย ผู้คนกลายเป็นหนี้ จากการเข้าไปเล่นพนัน และการพนันยังขัดต่อศีลธรรม ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่เป็นเมืองพุทธ ผู้คนส่วนใหญ่ มีความคิดต่อต้านการพนัน มาตั้งแต่ยุคสมัยก่อน
เมื่อไม่นานมานี้ ก่อนที่จะเกิดการเลือกตั้งในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุมนาย นายรัชต์พงศ์ อายุ 32 ปี ผู้สมัคร สส. ตาก เขต 2 ตกเป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนัน หรือทำอุบายล่อ ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าจับกุมผู้ต้องหา ในบ้านพักย่านนวลจันทร์ กรุงเทพมหานคร ก่อนนำตัวเข้าไปฝากขังที่ สน. โคกคราม ซึ่งในการจับกุมในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สืบสวนความเคลื่อนไหวของเว็บพนัน จนพบว่าเปิดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ จึงได้ทำการสืบสวนขยายผล และพบว่านายรัชต์พงศ์ เป็นผู้รับผลประโยชน์ (15 มกราคม 2026) [1]
การที่มีสมาชิก เอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของพรรค หมดความน่าเชื่อถือลง โดยทางนายณัฐพงษ์ (หัวหน้าพรรคประชาชน) ได้ออกมายืนยันว่า ทางพรรคของตน มีนโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ว่าเราไม่ยอมรับพฤติกรรมสีเทา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชัน การค้ายาเสพติด และเว็บพนันออนไลน์
ทางเราจะไม่ปกป้องคนผิด ไม่ปกปิดการกระทำอย่างเด็ดขาด สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหา จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตนเอง ตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ และที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการบริหารของพรรค ได้ดำเนินการตรวจสอบ สส. ทุกคน ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้รับการร้องเรียน โดยไม่มีการละเว้น
และเมื่อถามถึงภาพลักษณ์ของพรรค จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป ทางนายณัฐพงษ์ได้พูดเพิ่มเติมเอาไว้ว่า จะขอรอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะตอนนี้นายรัชต์พงศ์ถูกควบคุมตัว ซึ่งตอนนี้มอบหมายให้ทนายของพรรค รอพบเพื่อพูดคุยโดยตรง เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ตนยืนยันว่าจะดำเนินตามกฎระเบียบของพรรค (15 มกราคม 2026) [2]
เป็นเรื่องอื้อฉาว เมื่อตำรวจออกมาแฉกันเอง โดยทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ (บิ๊กโจ๊ก) ได้รวบรวมพยานหลักฐาน และข้อมูลเส้นทางการเงิน ที่เชื่อมโยงไปถึงเว็บพนันเจ้าหนึ่งในไทย และเป็นการแฉครั้งสำคัญ ในประวัติศาสตร์ไทย ที่นายตำรวจระดับสูง มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ และได้เปิดเผยความจริงต่อสาธารณชน
การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ รับส่วยจากเว็บพนัน เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือ ซึ่งควรปกป้ององค์กร และบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง นำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200-300 นาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับส่วยเว็บพนัน และอาจเชื่อมโยงไปยังนักการเมือง รวมไปถึงมูลค่าเงินนอกระบบกว่าแสนล้านบาท
นี่ไม่ใช่การเปิดเผยข้อมูล ที่มีนายตำรวจรับส่วนเว็บพนันออนไลน์ แต่เปิดผลกลไกอาชญากรรมข้ามชาติ ที่มีกลไกของรัฐบาลไทย เป็นผู้คุ้มกัน ระบบบัญชีม้า และเส้นทางการเงิน ที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ กำลังกัดกินเศรษฐกิจ และกัดกินสังคมไทย ถ้าหากตำรวจไทยไม่แฉกันเอง ประชาชนจะไม่มีวันรับรู้เรื่องราวอื้อฉาวเหล่านี้อย่างแน่นอน (14 พฤศจิกายน 2025) [3]

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ได้มีการอนุญาตให้มีบ่อนคาสิโนถูกกฎหมาย ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นจำนวนมาก มีทั้งคาสิโนโดยตรง และเปิดเป็นสถานบันเทิงครบวงจร แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการ ทำให้หลายๆ คาสิโน ปรับเปลี่ยนเป็นคาสิโนออนไลน์
ในขณะเดียวกัน ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ระบบการชำระเงินข้ามประเทศ เป็นเรื่องสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีบทบาทของเงินคริปโต ทำให้เกิดการผสมผสาน ระหว่างคาสิโนแบบดั้งเดิม กลายเป็นคาสิโนออนไลน์ ที่เป็นต้นกำเนิดของอาชญากรรมไซเบอร์ และการค้ามนุษย์
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ทางคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบ ในการร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ภายหลังการประชุม อดีตนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงยืนยันว่า มีประชาชนเห็นชอบ 80% มาจากการรับฟังความคิดเห็น และจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย
ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ Entertainment Complex ที่มีการร่างเอาไว้ในพระราชบัญญัติ มาตรา 3 คือธุรกิจสถานบันเทิง เพื่อการให้บริการท่องเที่ยว การพักผ่อน หรือการนันทนาการ ในรูปแบบของธุรกิจสถานบันเทิง ซึ่งรวมไปถึงคาสิโน ภายในจะมีแหล่งให้บริการหลายส่วน เช่น ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม, สนามกีฬา และสวนสนุก
ในมาตรา 50 กำหนดเอาไว้ว่า ในการดำเนินธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร จะต้องมีการประกอบธุรกิจ ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. ดังกล่าว อย่างน้อย 4 ประเภท และจะต้องมีพื้นที่สำหรับส่งเสริมสินค้า การให้บริการ และศิลปวัฒนธรรมไทย ไม่น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ ในขณะที่มาตรา 49 กำหนดสัดส่วนของคาสิโน ที่จะต้องไม่เกิน 10% ของที่ดินทั้งหมด
แม้จะมีการร่างพระราชบัญญัติสถานบันเทิงครบวงจร แต่ก็ยังมีผู้คนที่ไม่เห็นด้วย และถ้าหากประเทศไทย ไฟเขียวให้กับธุรกิจการพนัน อาจถูกมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมอาชญากรรมข้ามชาติ รวมไปถึงขบวนการฟอกเงิน โดยกลุ่มคนเหล่านี้ อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อคิดค้นวิธีที่ตนเองจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
ต้นตอของอาชญากรรมข้ามชาติ ที่แฝงตัวเข้ามาในประเทศไทย อาจมาจากที่ประเทศไทย เปิดรับคนต่างชาติ โดยมีการยกเว้นวีซ่า ให้กับหลายๆ ประเทศ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้อาชญากรรมเหล่านี้ ใช้ความแตกต่างในด้านกฎหมาย แฝงตัวเข้ามาในประเทศไทย และใช้ประเทศไทย เป็นแหล่งกบดาน
ซึ่งกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ลักลอบทำธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ ที่เป็นแหล่งมอมเมาเยาวชน และเป็นแหล่งฟอกเงินชั้นดี แม้ว่าจะมีข่าว เว็บพนันโดนจับปี 2569 แต่ก็ไม่สามารถปราบปรามให้หมดได้ เพราะยังมีกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่มีอิทธิพลในประเทศไทย ที่ยังได้รับผลประโยชน์เหล่านี้อยู่นั่นเอง
สรุปได้ง่ายๆ เลยว่า การที่ประเทศไทย ยังมีเว็บพนันออนไลน์ แม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ไม่สามารถปราบปรามให้หมดสิ้น อีกทั้งยังมีนักการเมือง รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจยศสูง ที่ยังรับผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทาเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่ยาก ที่จะกำจัดออกไปให้หมดประเทศ
หากมองในส่วนของผลดีที่เกิดขึ้น หากมีการอนุมัติสถานบันเทิงครบวงจร ประเทศไทยอาจมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนล้านบาท อาจมีการจ้างงานประชาชน 9,000-15,300 ตำแหน่ง อาจมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1.1-2.3 แสนล้านบาท และรัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 12,037-39,427 ล้านบาทต่อปี
หากเจ้าของเว็บพนัน รวมไปถึงผู้ร่วมขบวนการ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว นอกจากโทษความผิดตาม พ.ร.บ. การพนันฯ มาตรา 12 ยังมีโทษความผิดตาม พ.ร.บ. ฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 โดยจะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับเงินสูงสุด 200,000 บาท และจะต้องถูกยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

