
Jeff Bezos เลือกลงทุนอะไรเป็นหลัก เพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน
- Blackcat
- 7 views

Jeff Bezos เลือกลงทุนอะไรเป็นหลัก แน่นอนว่ามหาเศรษฐีที่เคยครองอันดับ 1 ของโลกอย่างเขา ไม่ได้เพียงแค่สร้างอาณาจักรอีคอมเมิร์ซเท่านั้น แต่ยังเน้นการลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปด้วย

นวัตกรรมอวกาศ และเทคโนโลยี ถือว่าเป็นสิ่งที่ Jeff Bezos ให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งเขานั้นถึงขั้นยอมขายหุ้น Amazon ปีละประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาอัดฉีดธุรกิจนี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว
Jeffrey Preston Bezos เกิดวันที่ 12 มกราคม 1964 ที่เมือง Albuquerque รัฐ New Mexico สหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักธุรกิจ ประธานกรรมการ ผู้ก่อตั้ง รวมถึงอดีตประธานและซีอีโอของ Amazon บริษัท E-commerce และคลาวด์คอมพิวติงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดย Forbes
ระบุว่า ณ เดือนธันวาคม 2025 มูลค่าสุทธิของเขาอยู่ที่ 239.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอันดับที่ 4 และเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2021 จากข้อมูลของ ดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg และ Forbes
การลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ
ในปี 2021 Bezos ได้ลาออกจากตำแหน่ง CEO เพื่อเข้าดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งในตอนนั้นเขาถือหุ้น 8% ของบริษัท ในช่วงปี 2019 เขาได้โอนหุ้นของอเมซอน จำนวนหนึ่งในสี่ จากทั้งหมด 16% ให้กับภรรยาที่หย่าร้างกัน หลังจากแต่งงานกันมา 25 ปี
ที่มา: Jeff Bezos (2 เมษายน 2026) [1]
เป้าหมายหลักผ่านบริษัท Blue Origin คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้อนาคตของมนุษยชาติไปใช้ชีวิตบนอวกาศได้ ในปี 2023 Blue Origin ได้รับสัญญาจาก NASA มูลค่ากว่า 3,400 ล้านดอลลาร์
เพื่อพัฒนาโครงการ Blue Moon ซึ่งเป็นยานลงจอดบนดวงดาว เพื่อพิสูจน์ว่าอวกาศคือการลงทุนระยะยาวที่จะช่วยรักษาทรัพยากรบนโลกไว้ บริษัท Blue Origin Enterprises, LP เป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ เอกชนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมือง Kent, Washington
ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 โดย Jeff Bezos ซึ่งเริ่มแรกได้มีการดำเนินงานอย่างเงียบ ๆ และได้รับเงินทุน จากการลงทุนส่วนตัวของเขา ซึ่งต่อมาในปี 2015 บริษัทได้มีการปล่อยและลงจอดยานอวกาศที่ชื่อว่า New Shepard โดยไม่มีลูกเรือครั้งแรก ซึ่งนั่นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia

นอกเหนือจากเทคโนโลยีระดับสูงแล้ว Bezos ยังเลือกลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทางสังคมอย่าง ข้อมูล และ การบริโภคพื้นฐาน ด้วยเพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่ง ให้กับพอร์ตส่วนตัวของเขาด้วย
Bezos ได้เริ่มก่อตั้งบริษัทผลิตยานอวกาศ และให้บริการเที่ยวบินอวกาศระดับวงโคจรย่อย Blue Originในปี 2000 และเขาได้เข้าซื้อกิจการ หนังสือพิมพ์รายใหญ่ของอเมริกาอย่าง The Washington Post ในปี 2013 ด้วยมูลค่ากว่า 250 ล้านดอลลาร์ หรือ 345,535,714 ดอลลาร์ ในปี 2025
ทั้งยังบริหารจัดการการลงทุนต่าง ๆ ผ่านบริษัทร่วมทุนของเขา Bezos Expeditions ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 ซึ่งบริษัทนี้ได้ลงทุนในบริษัทที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย อาทิเช่น Airbnb, Twitter, Perplexity AI,
Stack Overflow, Workday และ Business Insider เป็นต้น (27 มิถุนายน 2025) [2] ตามข้อมูลของ Forbes ในปี 2026 มูลค่าสุทธิแบบเรียลไทม์ของเขาอยู่ที่ 223.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (10 มีนาคม 2026) [3]
Bezos มีความเชื่อมั่นว่า คู่แข่งอาจเปลี่ยนไปได้ แต่ความต้องการของลูกค้านั้นไม่เคยเปลี่ยนไป ลูกค้านั้นยังคงต้องการสินค้าในราคาถูกลง แต่สามารถส่งได้เร็วขึ้นเสมอ จากการหาข้อมูลพบว่า Amazon
ลงทุนในระบบโลจิสติกส์และหุ่นยนต์ Kiva Systems มูลค่า 775 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2555 เพื่อลดระยะเวลาการจัดส่ง ซึ่งปัจจัยนี้เอง ที่ทำให้เขากล้าลงทุนในธุรกิจใดก็ตาม ที่ครองใจผู้บริโภคได้ในระยะยาว
ในตอนนี้ Jeff Bezos เน้นไปที่การลงทุนนวัตกรรมเปลี่ยนโลก โดยการทุ่มเงินหลักพันล้านดอลลาร์ ใน Blue Origin เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ และโอกาสใหม่ให้มนุษยชาติในอนาคต การลงทุนรูปแบบที่สองคือ การกระจายพอร์ตในธุรกิจทรงอิทธิพล โดยการลงทุนผ่าน Bezos Expeditions
ในสื่อหลักอย่าง Washington Post และสตาร์ตอัปเทคโนโลยีทั่วโลก เพื่อครอบครองข้อมูลผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด และนอกจากนี้เขายังลงทุนในส่วนของ ระบบโลจิสติกส์และหุ่นยนต์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
ปัจจัยหลักที่เลือกลงทุน ในธุรกิจ Startup ของเขาคือ การเลือกลงทุนในธุรกิจที่มี Scalability หรือความสามารถในการขยายตัว ได้มหาศาลโดยใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อน
เราสามารถนำ Regret Minimization Framework ที่บอกไว้ว่า เมื่อถึงช่วงอายุ 80 ปี ฉันจะเสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ทำสิ่งนี้ มาปรับใช้ในการกระตุ้นต่อสิ่งที่เราอยากทำได้ โดยที่ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง
นอกจากนี้การเรียนรู้ที่จะแบ่งเงินลงทุน ในสินทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับ การกล้าเสี่ยงในสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูง เหมือนที่เขากล้าทุ่มเงินในโปรเจกต์อวกาศ

