
ส่องพอร์ตมหาเศรษฐี Larry Page ยังมีหุ้นกูเกิลอยู่ไหม
- Blackcat
- 9 views

Larry Page ยังมีหุ้นกูเกิลอยู่ไหม คำตอบสั้น ๆ คือ ยังมีอยู่และยังทรงอิทธิพล แม้จะลดบทบาทจากตำแหน่งบริหารไปแล้ว แต่ยังครองสถานะหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Alphabet Inc.
ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google โดยเน้นการถือครองหุ้นที่จะเน้นอำนาจการตัดสินใจ มากกว่ามูลค่าการซื้อขายทั่วไปในตลาด

การสำรวจพอร์ตของ Larry Page นั้นไม่ใช่แค่การดูจำนวนหุ้นรวม แต่ต้องแยกประเภท เพื่อให้เห็นอำนาจที่แท้จริง ที่เขาใช้ควบคุมทิศทางของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีแห่งนี้ได้
Lawrence Edward Page หรือ Larry Page เกิดวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2516 ในเมือง แลนซิง รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เขาเป็นทั้งนักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกัน และเป็นผู้ก่อตั้ง Google ร่วมกับ Sergey Brin และ Larry Page ยังกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน
และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด ตามข้อมูลของ ดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก และฟอร์บส์ณ ปี 2026 มูลค่าสุทธิอยู่ที่ประมาณ 269 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของโลก เขาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Google มาตั้งแต่ปี 1997
จนถึงปี 2001 และปี 2011 จนถึงปี 2015 เขากลายเป็น CEO ของบริษัทแม่อย่าง Alphabet Inc. และดำรงตำแหน่งนั้นมาจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2019 ก่อนจะลาออกจากตำแหน่ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงเป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Alphabet และสมาชิกคณะกรรมการพนักงานอยู่ (11 มีนาคม 2026) [1]
ข้อมูลเกี่ยวกับ Alphabet
บริษัทอย่าง Alphabet หรือ Alphabet Inc. เป็นบริษัทโฮลดิ้งกลุ่มเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งขึ้นวันที่ 2 ตุลาคม 2558
ซึ่ง Alphabet ได้กลายเป็นบริษัทแม่ของ Google และบริษัทในเครือเดิมหลายแห่ง และมีการจดทะเบียนอยู่ในกลุ่มของหุ้นขนาดใหญ่ของ ภายใต้สัญลักษณ์ GOOGL และ GOOG (3 เมษายน 2026) [2]
กลยุทธ์ที่ Larry Page ใช้คือการรักษาเกราะคุ้มกัน ของบริษัท ซึ่งตัวของหุ้น Class B เปรียบเสมือนกุญแจ ที่ควบคุมทิศทาง Alphabet แม้เขาจะขายหุ้น Class A หรือ C ออกไปเพื่อนำเงินสด
ไปใช้ในโปรเจกต์ส่วนตัวหรือการลงทุนด้าน AI แต่การรักษาหุ้น Class B ไว้ทำให้เขามั่นใจว่าอำนาจการบริหาร จะไม่ถูกครอบงำ โดยนักลงทุนสถาบันรายใหญ่จากภายนอก ซึ่งเป็นโมเดลที่เขาและ Sergey Brin วางรากฐานไว้ตั้งแต่การทำ IPO ในปี 2004 เพื่อคงจิตวิญญาณนวัตกรรมระยะยาวไว้
หุ้น 3 ประเภทของ Google ที่เขาถืออยู่
ปัจจุบัน (ไตรมาสแรกของปี 2026) คาดการณ์ว่า Larry Page ถือครองหุ้นรวมทุกประเภทอยู่ประมาณ 389 ล้านหุ้น แต่ด้วยหุ้น Class B ทำให้เขามีอำนาจโหวต (Voting Power) ในบริษัทสูงถึงประมาณ 25-26% เพียงคนเดียว
ที่มา: Alphabet shareholders – who owns the most GOOGL stock? (18 พฤศจิกายน 2025) [3]

ทิศทางการเคลื่อนไหว ของพอร์ตระดับมหาเศรษฐีอย่าง Larry Page มักถูกจับตามองอย่างมากในฐานะสัญญาณบ่งชี้ ถึงความเชื่อมั่นต่ออนาคตของบริษัท ซึ่งในตอนนี้เขาทยอยขายตามแผน แต่รักษาอำนาจเบ็ดขาดอยู่
นั่นเป็นเพราะเขา ต้องการการรักษาความเชื่อมั่นในฐานะผู้ก่อตั้ง การขยับพอร์ตขนาดใหญ่ แบบทันทีทันใดจะถูกตีความว่า เป็นสัญญาณลบ เขาจึงเลือกขายในสัดส่วนที่น้อยมาก เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน โดยมีเป้าหมายคือ อำนาจ ไม่ใช่แค่ เงินสด
ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ที่เขายังถือครองคือ Class B ซึ่งให้สิทธิ์ออกเสียงมากกว่าหุ้นปกติทั่วไปถึง 10 เท่า การที่เขาไม่ขายหุ้นคลาสนี้เลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นการยืนยันแล้วว่าเป้าหมายหลัก
คือการคุมอำนาจตัดสินใจสูงสุดใน Alphabet ต่อไปอย่างถาวร โดยปล่อยให้หุ้น Class C ทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนส่วนตัวแทน
จากภาพรวมแล้วสรุปได้ว่า Larry Page นั้นถือเป็นผู้กุมบังเหียนตัวจริง ของ Alphabet ซึ่งจะเป็นการควบคุมทิศทาง ผ่านสัดส่วนหุ้นที่เน้นสิทธิ์การออกเสียง แม้ตัวเลขจำนวนหุ้น อาจมีการลดลงบ้างตามแผนการเงินส่วนบุคคล แต่เขายังไม่มีสัญญาณ ที่จะสละอำนาจการควบคุมบริษัทแต่อย่างใด
ณ เมษายน 2026 Larry Page ยังคงรักษาสถานะ Top 10 มหาเศรษฐีโลก อย่างเหนียวแน่น ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Worth) ที่แกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 2.6 – 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
จาก Bloomberg Billionaires Index ความมั่งคั่งนี้กว่า 90% ผูกติดอยู่กับมูลค่าหุ้น Alphabet ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีความแข็งแกร่งกว่าดัชนีตลาดโดยรวมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
หาก Alphabet ประสบความสำเร็จในการรวม AI เข้ากับ Google Search และ Cloud ได้อย่างเต็มสมบูรณ์แบบภายในสิ้นปี 2026 ราคาหุ้นมีโอกาสพุ่งไปแตะระดับ 350 ดอลลาร์ ต่อหุ้นซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าหุ้นในพอร์ตของ Larry Page ทะยานสูงขึ้นอีกกว่า 20-30% จากระดับปัจจุบัน
เสริมสร้างสถานะความมั่งคั่งให้กลายเป็นหนึ่งในบุคคล ที่อาจมีทรัพย์สินแตะระดับ 3 แสนล้านดอลลาร์ได้ในอนาคตอันใกล้ก็ว่าได้

